ถ้าคุณอยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยในยุคสมัยที่เครื่องไม้เครื่องมือสะดวกต่อการใช้งาน ทุกวันนี้บริษัท ภาครัฐทั้งหลายก็จำเป็นจะต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองทั้งนั้น เพราะเว็บไซต์ถึงเป็นสิ่งสำคัญในยุคสมัยนี้ ในยุคสมัยที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกันบนโลกออนไลน์ ทุกคนสามารถค้นหาเราเจอผ่านหน้าจอเล็กๆ อย่างโทรศัพท์มือถือได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ระบบของเว็บไซต์มีอยู่ 2 รูปแบบที่เราพบเจอได้ทั่วไป

ระบบที่เขียนขึ้นเอง (Custom code)

ติดตามบทความจากเรา

รับบทความน่ารู้เกี่ยวกับงานออนไลน์จากเรา Grappik Design ได้โดยทันทีส่งตรงถึงอีเมลคุณ

ระบบหลังบ้านที่เขียนขึ้นเองมีข้อดีตรงที่เราสามารถกำหนดรูปแบบของระบบได้เองทั้งหมดว่าต้องการให้ระบบทำอะไรได้บ้างและยังสามารถเขียนให้เชื่อมต่อกับส่วนอื่นเช่น Application หรือระบบที่มีความซับซ้อนได้ แต่ข้อเสียคือต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาที่นาน และใช้งบประมาณที่สูงมาก ถ้าเกิดปัญหากับบริษัทผู้พัฒนาหรือคนพัฒนา จะทำให้คนที่มาพัฒนาต่อสามารถทำได้ยาก (แต่ละคนหรือแต่ละบริษัทมีวิธีการพัฒนาที่ต่างกัน)

โอเพนซอร์ซ (open source)

เป็นระบบหลังบ้านที่เหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการระบบพื้นฐานทั่วไปแต่ก็ยังสามารถที่ระบบที่ซับซ้อนได้ ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาที่น้อยกว่า(เพราะบางระบบมีผู้พัฒนาเอาไว้แล้ว) เหมาะกับเว็บไซต์ที่มีระบบพื้นฐานทั่วไป และที่สำคัญ Code ที่ใช้ในการพัฒนาจะเป็นภาษาสากลที่หาคนมาพัฒนาต่อได้ง่ายกว่า

 

ถ้าอยากมีเว็บไซต์

ถ้าคุณต้องการมีเว็บไซต์หรือพัฒนาเว็บไซต์เดิมให้ดีขึ้นใหม่ขึ้น หรือแม้แต่รองรับการใช้งานที่มีหลากหลายรูปแบบหลากหลายขนาดหน้าจอก็มีบริษัทมากมายที่พร้อมช่วยให้คุณมีเว็บไซต์กันแบบไม่ยากเย็นนัก แต่สิ่งที่มักจะเกิดคำถามอยู่เสมอคือ “อยากมีเว็บไซต์ต้องจ่ายเท่าไหร่” สิ่งที่เราควรจะรู้ก่อนเป็นอันดับแรกคือเว็บไซต์ที่ถูกพัฒนาในรูปแบบต่างๆ นั้นต่างกันอย่างไร

 

1. ใช้เว็บไซต์สำเร็จรูป

เว็บไซต์สำเร็จรูปคือเว็บไซต์ที่บริษัทได้พัฒนารูปแบบของเว็บไซต์เอาไว้ใช้งาน โดยทั่วไปจะมีระบบเฉพาะของบริษัทที่พัฒนาขึ้นมา จะมี Theme ให้คุณได้เลือกว่าต้องการจะใช้ในรูปแบบไหนไม่สามารถปรับแต่งหน้าตาของเว็บไซต์ได้มากนัก ซึ่ง Theme ที่ออกมาอาจจะซ้ำกันกับบริษัทอื่นหรือบริษัทคู่แข่งของคุณก็ได้ และมักจะมีค่าใช้จ่ายเป็นรายปี เนื่องจากเว็บไซต์สำเร็จรูปถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ใช้กับลูกค้าจำนวนมากทำให้มีราคาที่ถูกกว่าเว็บไซต์แบบอื่น แต่ต้องแลกมาด้วยข้อจำกัดต่างๆ ที่มีค่อนข้างมากไม่สามารถปรับแต่งได้เอง

ค่าใช้จ่าย : ประมาณ 1000 บาทต่อปี

ข้อดี : ราคาถูก ไม่ต้องยุ่งยากมากนัก

ข้อเสีย : ใช้ Theme ที่มีอยู่แล้วไม่สามารถปรับแต่งทั้งหน้าตาเว็บไซต์และระบบอะไรได้มากนักและข้อเสียที่สำคัญที่สุดคือเว็บไซต์สำเร็จรูปมักจะต้องอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทผู้ให้บริการถ้าเกิดปัญหาหรือบริษัทเกิดหายไปก็ทำให้เว็บไซต์ของเราหายตามไปด้วย

 

2. ใช้ฟรีแลนซ์

ฟรีแลนซ์ที่ดีมีให้เลือกใช้งานมากมาย แต่บางทีคุณอาจจะต้องวัดดวงสักนิดถ้าเกิดคุณเลือกฟรีแลนซ์ที่เป็นใครก็ไม่รู้มาพัฒนาเว็บไซต์ให้คุณ อาจเกิดปัญหาทิ้งงาน เว็บไซต์ออกมาไม่ตรงตามความต้องการ ทำให้การเลือกใช้งานฟรีแลนซ์คุณจำเป็นจำต้องใช้งานคนที่มีผลงานมาแล้วหรือใช้งานคนที่คุณรู้จัก จะช่วยให้การพัฒนาเว็บไซต์ของคุณราบรื่นได้ดีกว่า แต่ถ้าคุณต้องการจะวัดดวงก็ต้องยอมรับด้วยว่าคุณอาจจะพบเจอกับปัญหาดังที่กล่าวมา

ค่าใช้จ่าย : 5000 – 150,000

ข้อดี :  ได้เว็บไซต์ที่เป็นของคุณ ปรับแต่งได้(มากน้อยขึ้นอยู่กับฝีมือคนทำ)

ข้อเสีย : ความน่าเชื่อถือ ถ้าโชคไม่ดีเจอฟรีแลนซ์แย่ๆ เตรียมพบกับการทิ้งงาน ทำงานเกินกว่าเวลาที่กำหนด เว็บไซต์ออกมาไม่ตรงตามที่คุยไว้ได้เลย

 

3. บริษัทพัฒนาเว็บไซต์

ถ้าคุณต้องการเว็บไซต์ การเลือกใช้บริษัทพัฒนาเว็บไซต์น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและทำระบบเว็บไซต์ซึ่งถือว่าเป็นงานหลักของบริษัทพัฒนาเว็บไซต์ ทำให้คุณไว้วางใจได้ว่าเว็บไซต์จะออกมาตรงตามความต้องการและเวลาที่กำหนด

ซึ่งรูปแบบงานของบริษัทพัฒนาเว็บไซต์มักจะมีหลากหลายรูปแบบตามงบประมาณของเรา บางที่อาจจะต้องการเพียงแค่ความต้องการของคุณก็สามารถนำไปพัฒนาเว็บไซต์ได้เลย (แบบนี้ราคาจะถูกกว่าเพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำ UX/UI Research) หรือถ้าเว็บไซต์ของคุณต้องทำเพื่อรองรับการใช้งานที่ซับซ้อนก็จะต้องเผื่อเวลาและงบประมาณในการทำ UX/UI Research ที่ใช้ระยะเวลาพอสมควรแต่จะเป็นตัวช่วยให้เว็บไซต์ของเราใช้งานได้ง่ายขึ้น

แต่ข้อเสียของบริษัทพัฒนาเว็บไซต์โดยเฉพาะคือ จะมุ่งเน้นไปที่การทำเว็บไซต์ไม่มีเรื่องของ Online marketing หรือ Content marketing มาผูกกับเว็บไซต์มากนัก แต่ถ้าคุณต้องการเพียงเว็บไซต์ที่ทำให้คุณมีตัวตนอยู่บนโลกออนไลน์การใช้บริษัทพัฒนาเว็บไซต์ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมดี เพราะมีความน่าเชื่อถือที่สูงว่าจะสามารถพัฒนาเว็บไซต์ของเราให้ออกมาตามความต้องการได้

ค่าใช้จ่าย : 50000 – 350,000 (หรือมากกว่าตามรูปแบบงาน)

ข้อดี :  มีความน่าเชื่อถือและเชี่ยวชาญในการทำเว็บไซต์

ข้อเสีย : ถ้าต้องการแผนงานด้าน Online marketing อาจจะยังมีความเชี่ยวชาญมากนัก

 

4. เอเจนซี่ (Agency)

เอเจนซี่ที่ดีมักจะคิดทุกอย่างให้กับคุณ ข้อแตกต่างระหว่างบริษัทพัฒนาเว็บไซต์กับเอเจนซี่คือความเชี่ยวชาญในด้าน Online marketing และ Content marketing ที่เอเจนซี่มักจะมีความเชี่ยวชาญมากกว่า ถ้าคุณต้องการเว็บไซต์ที่มีคนเข้า (User) คุณคงจะต้องเลือกใช้งานเอเจนซี่ที่นอกจากจะนำเสนอรูปแบบของเว็บไซต์ที่จะทำ ยังนำเสนอวิธีการดึงคนเข้ามาใช้งานในเว็บไซต์ของคุณอีกด้วย ลองนึกภาพว่าถ้าคุณพัฒนาเว็บไซต์มาหลักแสนบาทแต่มีผู้ใช้งานเดือนละแค่หลักสิบทำให้เว็บไซต์ที่คุณพัฒนาขึ้นมาใช้งานได้อย่างไม่คุ้มค่ามากเท่าที่ควร

ถ้าคุณต้องการเว็บไซต์พร้อมด้วยแนวทางการดึงดูดคนให้เข้ามาใช้งาน การเลือกใช้เอเจนซี่น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

ค่าใช้จ่าย : 100,000 – 1,000,000 (หรือมากกว่าตามรูปแบบงาน)

ข้อดี :  มีแผนงานในการพัฒนาเว็บไซต์และดึงดูดผู้ใช้งานให้เข้ามาด้วย Online marketing และ Content marketing ในรูปแบบต่างๆ ครบทุกความต้องการ

ข้อเสีย : จะมีราคาที่สูงกว่าเนื่องจากแผนงานจะมีหลากหลายส่วน

 

ถ้าคุณต้องการพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นมาใหม่พร้อมด้วยแผนการดำเนินงานที่ครบถ้วนทั้งระบบเว็บไซต์ การปรับภาพลักษณ์รวมไปถึงการทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งติดต่อเรา Grappik.design ได้ทันที เพราะเราเชื่อว่างานออกแบบที่ดีจะต้องออกแบบได้สวยงามและใช้งานได้ง่าย (Good Design & Good Experience) สามารถดูผลงานการของเราได้ที่ Grappik.design/work

Comments

comments

Worrapob

Author Worrapob

More posts by Worrapob